RSS

ความสำคัญของเรื่องการให้เหตุผล

01 มี.ค.

ความคิด(ริเริ่ม)สร้างสรรค์ และจินตนาการ (creativity & imagination)

17ธค.46

ความคิด(ริเริ่ม)สร้างสรรค์ คือ ความคิดที่แปลกใหม่    แตกต่างจากเดิม โดยดัดแปลงจากข้อมูล ความคิดต่าง ๆ ที่มีอยู่เดิม      สามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์จากสิ่งหนึ่งไปอีกสิ่งหนึ่ง ที่จินตนาการให้แปลกใหม่ออกไป เป็นความคิดนอกกรอบออกจากความคิดเดิม   ซึ่งมีหลากหลายความคิด คิดได้กว้างไกลและอิสระที่มีความเป็นไปได้สูง         การคิดสร้างสรรค์ต้องมีข้อมูลภายในสมองอยู่พอสมควรจึงคิดได้  ความคิดสร้างสรรค์ในเด็กจะมีมากกว่าผู้ใหญ่  

                  ความสำคัญของความคิดสร้างสรรค์ และ  จินตนาการ    คือ เราสามารถเพิ่มมูลค่าของสินค้าหรือผลผลิตได้มากขึ้น     หรือทางแก้ปัญหาที่แปลกไปจากเดิมๆ    ยกตัวอย่าง เช่น การผลิตคอมพิวเตอร์, โทรศัพท์มือถือ, เครื่องบิน มีมูลค่ามากกว่าการผลิตข้าวที่ใช้แรงงาน และความคิดเดิม ๆ        เช่นเครื่องบิน 1 ลำจะมีมูลค่าเท่ากับผลผลิตข้าวไทยทั้งประเทศใน 1 ปี    หรือเช่น ทรัพย์สินบริษัทมือถือในสวีเดน 1 บริษัท มีมูลค่าเท่ากับ 1 เท่าของผลผลิต GDP ของไทยทั้งประเทศ หรือที่ง่าย ๆ ก็คือการคิดแปรรูปสินค้าเกษตร จะมีมูลค่ามากกว่าสินค้ารูปแบบเดิมๆที่มาจากไร่      หรือการผลิตผ้าไหม  ถ้าลายแปลกใหม่   ก็จะมีคนซื้อมากกว่า แม้นจะแพงขึ้น

    ปัจจุบันในประเทศของเรามีบุคคลที่มีความคิด จินตนาการ ริเริ่มสร้างสรรค์น้อย   ทำให้ประชากรของเราใช้แรงงานและใช้วิถีชีวิตแบบเดิม ๆ ที่ไม่ต้องใช้สมองมาก และเป็นเพียงผู้บริโภค  แต่ในโลกปัจจุบันของเรา      แข่งขันกันมากในด้านความคิดแปลก ๆ ใหม่ ๆ      ไม่ว่าการพัฒนามือถือ, ทีวี   ล้วนต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์/จินตนาการ 

 เพื่อที่จะได้เพิ่มมูลค่าของสินค้า     หากเราไม่ปรับตัว  อนาคตประเทศของเราก็จะเป็นแต่เพียงผู้บริโภค    ซึ่งหมายถึงการใช้จ่ายเงินซื้อสิ่งเหล่านั้น ประเทศก็ยากจนลง     แต่ถ้าเราหันมาเป็นผู้ผลิต ประเทศก็จะมีประชาชนที่มีเงินเหลือเก็บ 

  ลักษณะเด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์
–    เป็นผู้ไวต่อปัญหา    ความเป็นผู้ที่คิดได้อย่างรวดเร็ว
–    มองการณ์ไกล     สามารถคิดได้หลากหลายรูปแบบ
–    เป็นตัวของตัวเอง       มีความยืดหยุ่น
–    สามารถเปลี่ยนแปลงความคิด ไม่ยึดติด
–    สนใจสิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น อยากรู้ อยากเห็น กระตือรือร้น
–    ชอบตั้งคำถาม ทำไม อย่างไร ขี้สงสัย    พยายามซักถามและแสวงหาคำตอบที่อาจจะไม่ตรงคำถาม 100%
–    ชอบคิดจินตนาการอย่างมีเหตุผล, ความเป็นไปได้
–    ชอบแสดงความคิดเห็น
–    ความคิดสร้างสรรค์จะเกิดได้มากขึ้นเมื่อได้ระดมสมองจากหลาย ๆ คน
เป็นคนที่เชื่อมั่นในตนเอง, กล้าคิด กล้าแสดงออก

   
    ความคิดจินตนาการและริเริ่มสร้างสรรค์  สามารถเกิดขึ้นได้จากการที่เราได้ใช้ฝึกฝนกระตุ้นสมองส่วนที่กี่ยวข้อง(ซีกขวา)     โดยนำข้อมูลประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมาในชีวิต มาประกอบกันแล้ว จินตนาการ หรือสร้างความคิดที่ผิดแปลกแตกต่างไปจากรูปแบบเดิม ๆ ที่มีอยู่

    ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่สามารถเกิดขึ้นได้จาก
1)    การทัศนศึกษา   หรือการได้เห็นคน/สินค้า/ความคิด/วิถีชีวิต สิ่งที่แปลก ๆ ใหม่ ๆ ในสถานที่ต่าง ๆ (ถึงได้มีการศึกษาดูงานในที่ต่าง ๆ ทั่วโลก)

2)    เชื่อมั่นในตนเอง (self-reliance) ยิ่งมีความเชื่อมั่นในความคิดของตนเองยิ่งทำให้เกิดความคิดใหม่ ๆ ได้ดี  แต่ถ้าให้คนอื่นมาช่วยคิดจะทำให้ความสามารถในการคิดสิ่งใหม่ ๆ ลดลงเพราะขาดประสบการณ์

3)    สัมผัสผู้คนหลากหลายโดยเฉพาะคนที่มีความคิดแปลก ๆ ใหม่ ๆ บุคคลเหล่านี้ได้แก่

–    เด็ก ๆ เพราะโลกของเด็กจะเต็มไปด้วยจินตนาการ เราอาจจะเล่นกับเด็ก ๆ เล่นเกมส์จินตนาการ ซึ่งจะทำให้เราเกิดจินตนาการได้
–    สัมผัสผู้คนที่หลากหลายความคิด

4)    การเล่นเกมส์และจิ๊กซอ   การเล่นหมากรุก ซึ่งจะกระตุ้นให้เราเกิดการสร้างกลยุทธ์
–    การออกกำลังกายเป็นทีม เช่น การเล่นฟุตบอล, บาสเกตบอล, เบสบอล, เทนนิส, หรือเกมส์อื่นๆที่เล่นเป็นทีม   การทำกิจกรรม   ก็จะทำให้เกิดการสร้างกลยุทธ์ ไหวพริบ, การวางแผน การปรับตัวเข้ากับสังคม    ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการมีทักษะชีวิต    และทักษะในการประกอบอาชีพ
–    การเล่นทายคำปริศนาที่มีเงื่อนไขไว้ที่พยางค์
–    การต่อบัตรคำ, การทำ อักษรไขว้   

5)    การทำงานอดิเรก เช่น การระบายสี, วาดภาพ, ปั้น, แกะสลัก, ช่างซ่อมวิทยุ, คอมพิวเตอร์สมัครเล่น, การเขียนโปรแกรม, จัดงานปาร์ตี้สนุก ๆ (ไม่ใช่เรียนศิลปะ   หรือพละ ที่ท่องทฤษฎี   )

6)    การอ่าน ไม่ใช่อ่านทุกเรื่อง ต้องเป็นเรื่องเฉพาะ และอยากรู้ เช่น ชีวประวัติ เช่น ชีวประวัติของ Sony,    Reader digest  หรือเลือกหัวข้อเรื่องที่น่าสนใจ    แต่อ่านในหลากหลายความคิด    หรือสร้างเรื่องที่บ้า ๆ บอ ๆ (แปลก ๆ) หรืออ่านหนังสือที่หลากหลายรูปแบบ เช่น กีฬา, การจัดสวน, เครื่องยนต์, เรื่องตลก ฯลฯ

7)    การเขียน คือการนำเอาการเรียนรู้ และความรู้ที่ได้รับทั้งหมดมาประกอบกัน

8)    การสร้างมุมศิลปะในบ้าน ไม่ดุด่าเมื่อเด็กทำเลอะเทอะ ในบางสถานการณ์

9)    กระตุ้นให้เด็กได้ทำ   หรือคิดแนวทางใหม่ ๆ ไม่คาดหวังผลงาน   แต่กระตุ้นให้สร้างกระบวนการความคิดจินตนาการ เช่น ถามว่า ฉันสงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้า…………

10)    ให้เด็กมีความเชื่อมั่นในตนเอง  คือเมื่อเขาทำอะไรแล้วพยายามชมเชยผลงานเขาอย่าพยายามตำหนิอยู่เสมอๆ

11)    เน้นให้ความสนุกสนานในกระบวนการทำงาน/สร้างความคิด มากกว่าผลลัพธ์หรือคุณภาพของงานที่ออกมา

12)    ให้จัดนิทรรศการ ผลงานที่เด็กทำ

•    การส่งเสริมและฝึกให้เด็กพัฒนาด้านความคิดสร้างสรรค์

1)    สนใจคำถาม และความคิดแปลก ๆ ของนักเรียน ไม่จำกัดความคิดเด็ก ให้เด็กมีอิสระในการแสดงความคิดเห็น การพูดหรือการกระทำตามจินตนาการที่เขามี

2)    ตั้งคำถามปลายเปิด และไม่ใช่ตอบได้แบบเดียว

3)    ไม่อคติกับผู้เรียนไม่เก่ง ไม่ลำเอียงกับลูก (ศิษย์) ถึงแม้นจะไม่เก่ง     ไม่สวยไม่หล่อ   ก็ควรให้ความรักเท่า ๆ กัน

4)    ไม่สร้างบรรยากาศที่เคร่งเครียด กดดัน  และยืดหยุ่นกับคำตอบ

5)    ให้นักเรียนได้คิดวิเคราะห์ ค้นหา พิสูจน์ความสงสัย

6)    มีเทคนิคตั้งคำถามให้เด็กคิด เช่น ทำไม, เพราะอะไร, ถ้าเป็น…….จะเกิดอะไรขึ้น, อย่างไร

7)    กระตือรือร้น, สนใจสิ่งที่ท้าทายความคิด

อุปสรรคต่อความคิดสร้างสรรค์/จินตนาการ ได้แก่  บุคคลที่
–    ภาระมาก, ปัญหามาก
–    มีจุดมุ่งหมายที่ มีข้อขัดแย้ง
–    ไม่มีเวลาพัก, ไม่มีเวลาให้คิด
–    กลัวถูกวิจารณ์ (Criticism)
–    ขาดความเชื่อมั่น ว่าตนเองมีความสามารถ
–    ภาวะของจิตใจ (จากประสบการณ์ที่ผ่านมา) การมองตนเองในแง่ลบ
–    กฏที่เข้มงวด,    ถูกจับผิดตลอด
–    ความเครียด, ความวิตกกังวลว่าจะทำได้ไม่ดี ทำผิด
–    ความเคยชินต่อการใช้ชีวิตประจำวัน  ที่ไม่ค่อยเกิดความคิดใหม่ ๆ
–    ความเชื่อในบางอย่าง
–    ความเชื่อมั่นตนเองสูง ไม่ฟังใคร
–    ความกลัวในการแสดงออก   หรือการตัดสินใจ กลัวโดนด่า กลัวผิดพลาด
–    การถูกจำกัดความคิด/ การกระทำ เช่น ถามไม่ได้, โต้เถียงไม่ได้กับผู้ใหญ่
–    ควบคุมมากไป
–    การแข่งขันกัน
การสอนให้คิดแบบมีวิจารณญาณ  คิดอย่างรอบคอบ พิจารณา ไตร่ตรองผลดี ผลเสีย ข้อเท็จจริง ต้องใช้เหตุผลในการคิด คิดอย่างมีเหตุผล
การนำข้อมูลที่ได้รับต้องถูกต้อง เชื่อถือได้ เพียงพอ ชัดเจนเพื่อประกอบการคิด ชั่งน้ำหนักผลดี ผลเสียระยะสั้น ระยะยาว

•    ประโยชน์ของการมีความคิดอย่างมีวิจารณญาณ
–    เป็นคนมีเหตุผล มีสติในการแก้ปัญหา, ตัดสินใจได้ถูกต้อง
–    สามารถกำหนดเป้าหมายถูกต้อง, ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
–    สามารถประเมินข้อเท็จจริง, สถานการณ์
–    ไม่ถูกหลอกได้ง่าย
–    วางแผนกระทำสิ่งใดมักจะถูกต้อง

•    วิธีการสร้างความคิดแบบมีวิจารณญาณ
–    ฝึกคิดเกี่ยวกับรายละเอียดขององค์ประกอบกิจกรรม สิ่งของ, สถานที่, เหตุการณ์
–    ฝึกแยกแยะหาเหตุผลองค์ประกอบที่ทำให้กิจกรรม, แผนการ, เป้าหมาย, วัตถุประสงค์ที่ทำให้ล้มเหลว
–    ฝึกแยกความคิดเห็นที่แตกต่างหรือคล้ายกัน
–    ฝึกแยกแยะข้อมูลจากสื่อมวลชนแต่ละแห่งว่าแตกต่างหรือเหมือนกันอย่างไร และคิดถึงความเป็นไปได้แค่ไหน เท็จจริงอย่างไร
–    แยกแยะข้อคิดเห็นในเชิงทำลายหรือสร้างสรรค์
–    ฝึกแยกข้อดี ข้อเสียของกิจกรรม, สิ่งของ, บุคคล ?, เหตุการณ์
–    ฝึกแยกแยะสาเหตุของปัญหา/เหตุการณ์/ปรากฏการณ์/กิจกรรม และแนวทางแก้ไข
–    ฝึกตั้งสมมุติฐานที่ตนตั้งขึ้น และติดตามตรวจสอบดูว่าเป็นไปได้แค่ไหน สาเหตุที่ไม่เป็นไปตามนั้นเพราะอะไร ฝึกคาดการณ์ เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น
–    ฝึกจัดลำดับความสำคัญของเหตุการณ์ บุคคล สถานที่ สิ่งของ
–    ฝึกสรุปประเด็นการสนทนา การอภิปราย การเสนอข้อคิดเห็น
–    ข้อมูลที่วิเคราะห์และจัดหมวดหมู่ไว้
–    ฝึกอธิบายความหมายจากข้อมูลต่าง ๆ
–    ฝึกใช้เหตุผลประกอบทุก ๆ ความคิด, การตัดสินใจ, ข้อสรุป, การกระทำฝึกเสนอข้อมูลในรูปภาพ, แผนภูมิ
–    ฝึกมองหาข้อลำเอียงของบุคคลและตนเองในเรื่องต่าง ๆ
–    ฝึกหาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้
ฝึกตีความเหตุการณ์, เรื่องราว, การกระทำ
 

การสอนให้เด็กคิดเป็น

บุคคลที่คิดเป็นจะสามารถยืนหยัดอยู่ในสังคมและชีวิตประจำวันได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข ตัดสินใจอะไรหรือวางแผนทำการใดมักจะถูกต้อง รู้เท่าทันคน และแก้ปัญหาได้ดี สามารถจัดลำดับใดสำคัญก่อนหลัง

•    การคิดเป็นควรจะประกอบด้วย

–    การคิดอย่างมีวิจารณญาณ ไตร่ตรอง คือ คิดว่าเรื่องที่ได้ฟัง ได้เห็น ได้รู้นั้นเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ สมควรเชื่อถือไหม     สามารถพิจารณาจากข้อมูลที่ได้รับทั้งหมดจากทุกด้านมารวบรวม   แล้วตัดสินใจสุดท้ายว่าเป็นอย่างไร     

  เช่นคนที่เราจะคบเป็นแฟน รักเราจริงไหม หรือเรื่องที่เราจะวางแผนทำธุรกิจจะมีโอกาสได้กำไรไหม    ไม่เป็นกระต่ายตื่นตูม คือยังไม่ได้คิดพิจารณาถึงความเป็นไปได้ เราก็เชื่อถือแล้ว หรืออย่างเช่นบางคนพูดว่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ ได้มีการวิจัยของต่างประเทศแล้วเป็นอย่างนั้น    อย่างนี้ เราก็เชื่อแล้วทั้ง ๆ ที่บางทีเราต้องคิดถึงความเป็นไปได้ที่จะเป็นเช่นนั้นจริง      หรือการอ่านข่าวที่ว่าเด็กอีสาน IQ ต่ำกว่าภาคอื่น สาเหตุจากแม่ลดความอ้วน จะเป็นไปได้ไหม คนสาวอีสานที่จะลดความอ้วน แต่น่าจะเนื่องจากความไม่มีกินมากกว่า (เป็นต้น) 

                เพราะฉะนั้น  เราจะต้องมีวิจารณญาณ(การไตร่ตรอง )    ในการเลือกรับข้อมูลข่าวสารหรือสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในรูปและแบบต่าง ๆ กัน        ผู้ที่มีลักษณะนักคิดอย่างมีวิจารณญาณจะต้องเป็นคนใจกว้าง มองกว้าง ๆ เปลี่ยนแปลงความคิดง่ายเมื่อมีหลักฐาน       มองหาทางเลือก, ค้นหาเหตุผล    รู้ถึงปัญหา, เลือกรับข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้, ไม่หลงประเด็น, ไวต่อความรู้สึกนึกคิด ของผู้อื่น          มองสถานการณ์โดยรวมเป็น

–    คิดแก้ปัญหาและการเผชิญกับวิกฤติต่าง ๆ ได้จากการที่เราได้สัมผัสเหตุการณ์และข้อมูลต่าง ๆได้จากการที่เราได้สัมผัสเหตุการณ์และข้อมูลต่าง ๆ พอจะมองเห็นทางออก

–    คิดที่จะรู้ว่าตนเองรู้อะไร และต้องการอยากเรียนรู้อะไร ความรู้นั้นจำเป็นไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้างในชีวิตประจำวัน

–    คิดวิเคราะห์ความเป็นไปได้เป็นส่วนย่อย ๆ

–    คิดสังเคราะห์ คิดรวมยอด (มโนทัศน์) คือ สามารถสร้างความคิดใหม่ ๆ ขึ้นมาจากข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้รับ เกิดจาก 5 ขั้นตอน คือ

1    การสังเกตข้อมูลต่าง ๆ
2     การจัดจำแนกกลุ่ม
3    การสรุปรวมของกลุ่ม
4     สามารถมองเห็นภาพรวม มีวิสัยทัศน์, มองการไกลได้ สามารถจะเดา  อย่างมีเหตุผล ได้ว่าภายภาคหน้าน่าจะเกิดอะไรขึ้น เช่น นักธุรกิจก็พอจะเดาได้ว่าอนาคตสินค้าใดจะเป็นที่ต้องการของตลาด เราจะทำการผลิตสินค้านั้น ถ้าเราคิดหรือมองไม่ออก เราก็คาดการณ์ไม่ถูก ธุรกิจเราก็ต้องหยุดกิจการและหมดโอกาส

•    วิธีการฝึกให้เด็กคิดเป็น
–    หัดให้เด็กสังเกต สำรวจ บันทึก เปรียบเทียบ การวางแผน จำแนกแยกแยะ การหาข้อแตกต่าง การขยายความ การแปลความ การตีความ การจัดกลุ่ม การสรุปจากข้อมูลต่าง ๆที่ได้รับ การเก็บข้อมูล การจัดลำดับ การเชื่อมโยง การให้เหตุผล การให้คำกำจัดความ การตั้งชื่อเรื่องที่ได้อ่านทั้งหมด การวิเคราะห์ การสร้างองค์ความรู้ใหม่ การคาดคะเน การตั้งสมมุติฐานจากข้อมูลต่าง ๆที่ได้รับ การทดสอบสมมุติฐาน การพิสูจน์ความเป็นไปได้ การประยุกต์ใช้ความรู้ การนำเสนอ การตั้งคำถาม เช่นเรียนรู้สิ่งใด เกิดจากอะไร               มีประโยชน์อย่างไร คือการประเมินความรู้ต่าง ๆ ที่ได้รับ คิดย้อนกลับ

–    ลักษณะความคิด    คิดรอบคอบ คิดกว้าง คิดไกล คิดในใจ

–    ให้เด็กได้มีโอกาสเล่น ทำกิจกรรม ทำงานกลุ่ม, ทำงานต่าง ๆ รับผิดชอบตามช่วงอายุ      แต่ละวัยจะมีความต้องการและได้รับการส่งเสริม สนับสนุนแตกต่างกัน

–    การใช้ mind mapping เพื่อให้จัดการมองภาพรวมได้   และการเชื่อมโยง

–       การตั้งคำถามจะถามเด็กหรือให้เด็กถาม การตั้งคำถาม   ทำให้เด็กคิด ทบทวนความรู้ที่เด็กได้เรียนไป  และนำมารวบรวมออกมาเป็นคำตอบ การตั้งคำถามมีหลายรูปแบบ เช่น
–    คำถามปลายเปิด มีหลายคำตอบ ให้ความคิดมากกว่าความจำ    คำถามมักลงท้ายด้วยว่า อย่างไร ทำไม เพราะอะไร อะไร หรือคำถาม สมมุติฐาน สมมุติเหตุการณ์   ขั้นตอน ความคิดรวบยอด ถามความเข้าใจ คำถามขยายความ การตีความ   สรุปใจความสำคัญ    การแปลความหมาย    ถามแนวโน้ม การคาดการณ์ เหตุผล การประยุกต์ใช้
การวิเคราะห์ เช่นการถามส่วนประกอบของบางอย่าง   การแยกแยะสาเหตุของการเกิดบางสิ่ง บางเหตุการณ์     วิเคราะห์ความสัมพันธ์
การถามแบบสังเคราะห์ คือ การสร้างสิ่งหนึ่ง/ความคิดหนึ่งจากส่วนประกอบย่อย ๆ การแสดงความคิด อธิบายกลไก วิธีการ การวางแผน สร้างข้อเสนอแนะ ความสัมพันธ์ของเหตุการณ์หรือสิ่งของ ให้เหตุผล ให้เขียนเรียงความ

       การสอนให้คิดแก้ปัญหา

    การคิดแก้ปัญหา เป็นการคิดพิจารณาไตรตรองหาสาเหตุของปัญหาซึ่งบางคนก็แก้ไขได้ถูกต้องเพราะมี   ข้อมูล เหตุผลประกอบให้เห็นช่องทางของทางแก้ปัญหา บางคนก็ลองผิด ลองถูก ซึ่งอาจจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้

•    วิธีการ ขั้นตอน
–    ยอมรับว่าอะไรคือปัญหา
–    หาสาเหตุของปัญหา โดยอาจจะระดมความเห็นหรือของตนเองคนเดียว

–    การวางแผนแก้ไขปัญหา โดยรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ แล้วเลือกแนวทางในการแก้ไข

–    พิจารณาความเป็นไปได้ในการแก้ปัญหาโดยวิธีต่าง ๆ กัน ข้อดี ข้อเสีย แล้วเลือกว่าแนวทางใดเป็น       ทางออกที่ดีที่สุด
ที่สำคัญแนวทางสอนให้คิดแก้ปัญหานั้น ถ้าจะให้ได้ผลต้องฝึกเด็ก และฝึกฝนกระตุ้นการทำงานของสมองในชีวิตจริง ตั้งแต่เด็กเล็ก ๆ ให้มีทักษะในการแก้ปัญหาง่าย ๆ ของตนเอง     และค่อย ๆ สร้างสมประสบการณ์ นั่นคือการที่ให้เด็กได้เล่น ได้ทำกิจกรรม ทำงานช่วยเหลือตัวเองตามวัย เมื่อเขาประสบปัญหาในขณะที่เล่นหรือทำงานเขาก็สามารถคิดแก้ไขเอง ขณะที่ประสบอยู่ถ้าหากแก้ไม่ได้เขาก็ต้องปรึกษาผู้ใหญ่ซึ่งคอยสอน แนะนำเขาอยู่เสมอ ๆ จึงจะได้ผลในการคิดแก้ปัญหา ไม่ใช่มาสอนตอนเด็กโตแล้วจะได้ผลที่ยากกว่ามาก

    ในการสอนให้คิดแก้ปัญหาควรประกอบด้วย
1      สภาพปัญหา
2     รวบรวมหาสาเหตุจากการวิเคราะห์ ค้นคว้า, ฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
3     หาทางแก้ไขของสาเหตุ/วิเคราะห์สาเหตุ
4    เปรียบเทียบข้อดี ข้อเสียในแนวทางนั้น ๆ แล้วสรุปส่วนที่ดีที่สุด
(เหมือนอริยสัจ 4 คือ ทุกข์, สมุทัย (สาเหตุแห่งทุกข์), นิโรจน์ (ทางดับทุกข์), มรรค (ผลลัพธ์)
    การหาสาเหตุของปัญหาเป็นความคิดที่ต้องมีพื้นฐานข้อมูลต่าง ๆ พอสมควร และมีความรอบคอบ รอบรู้ ทั้งข้อมูลจากสิ่งแวดล้อม, สภาพสังคม, ข้อมูลทางวิชาการ, ข้อมูลจากตนเอง  ครอบครัว

สอนให้วางแผนในชีวิต

(ในเด็กที่โตขึ้นหน่อย อายุมากกว่า 10 ขวบ)
1.    ขณะนี้มีสภาพเป็นอย่างไร มีปัญหาอะไร (คิดวิเคราะห์ภาพของตนเอง)
2.    ในอนาคตต้องการอะไร (จินตนาการภาพอนาคต)
3.    วางแผนอย่างไร  ถึงจะเป็นไปตามที่ต้องการ (คิดอย่างมีวิจารณญาณเพื่อวางแผน)
4.    อะไรบ้างที่จะเป็นไปได้  และทำได้  ขั้นตอนเป็นอย่างไร  (คาดการณ์ล่วงหน้าว่าจะทำได้แค่ไหน)

•    เทคนิค SWOTS
S – Strength         จุดแข็ง     จุดเด่นของตนเองมีความสามารถอะไรบ้าง มากหรือน้อย
W – Weakness    จุดอ่อน    ข้อด้อยของเรา จุดอ่อนมากไปถึงน้อยสุด
O – Opportunity    โอกาสดีที่เรามีอยู่
T – Threats        อุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้น
S – Solve        หาแผนทางแก้ปัญหาอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้น

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มีนาคม 1, 2012 in Uncategorized

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: